ยอดสล ด ทารกติดโควิด 113 ราย ดับแล้ว 20 หญิงท้อง ติดเชื้อเกื อบ 2 พัน-เสียชี วิต 37 คน

ยอดสล ด ทารกติดโควิด 113 ราย ดับแล้ว 20 หญิงท้อง ติดเชื้อเกื อบ 2 พัน-เสียชี วิต 37 คน

ล่าสุด นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวกรณีหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด 19 ผ่านทางออนไลน์ ว่า ข้อมูลตั้งแต่ ธ.ค. 2563 – 11 ส.ค. 2564

พบหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด 1,993 ราย เป็นคนไทย 1,315 ราย และคนต่างด้าว 678 ราย จำนวนนี้มีผู้รับวัคซีนแล้ว 10 ราย ทารกติดเชื้อมี 113 ราย

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เสียชีวิต มี 37 ราย ทารกเสียชีวิต 20 ราย แบ่งเป็นเสียชีวิตขณะคลอด 11 ราย และเสีย ชีวิตช่วง 7 วันแรก 9 ราย

ยังไม่รวมรายงานการเสีย ชีวิตในวันที่ 13 ส.ค. ซึ่งพบอีก 2 ราย ที่ จ.ชัยนาท และอุดรธานี ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบหมอพร้อมเมื่อวันที่ 11 ส.ค.

มีหญิงตั้งครรภ์ฉีดวัคซีนโควิดเข็มแรก 7,935 ราย และครบเข็ม 2 จำนวน 574 ราย “การระบาดระลอกแรกพบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไม่มาก แต่เริ่มพบมากตั้งแต่ระลอก 2

คือ ธ.ค. 63 – มี.ค. 64 พบเดือนละ 5-25 ราย แต่เริ่มการระบาดระลอก 3 ช่วง เม.ย. 64 เป็นต้นมา พบหญิงตั้งครรภ์ติดเชื่้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่ พ.ค.พบเดือนละมากกว่า 200 ราย จนช่วง ก.ค. พบมากถึง 800 กว่าราย รายงานหญิงตั้งครรภ์เสียชี วิตเริ่มเมื่อ เม.ย. 64 และเพิ่มขึ้นตามลำดับ” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

นพ.สุวรณชัยกล่าวว่า สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อพบว่า ส่วนใหญ่อายุ 20-37 ปี คิดเป็น 74.21% อายุ 35 ปีขึ้นไป 19.17% และอายุต่ำกว่า 20 ปี 5.07%

เกิดอาการปอดอักเสบ 449 ราย คิดเป็น 22.53% อยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปี 9 ราย คิดเป็น 10.89% อายุ 20-34 ปี 269 ราย คิดเป็น 20.96% อายุ 35 ปีขึ้นไป

105 ราย คิดเป็น 27.49% และไม่ระบุอายุ 23 ราย คิดเป็น 74.19% สำหรับจำนวนหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อที่คลอดแล้ว ข้อมูลถึงวันที่ 11 ส.ค. มีจำนวน 1,129 คน

คิดเป็น 55.65% ส่วนใหญ่ผ่าตัดคลอด 53% พบการคลอดก่อนกำหนดหรือก่อน 37 สัปดาห์เกือบ 18% ซึ่งปกติในไทยพบ 10% และพบทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย 16%

ซึ่งปกติในไทยพบประมาณ 8% เมื่อดูจำนวนผู้เสียชีวิต 37 ราย อยู่ใน กทม. 7 ราย และต่างจังหวัด 30 ราย จำนวนนี้พบว่าเสียชี วิตก่อนคลอด 16 ราย

และ เสีย ชีวิตหลังคลอดแล้ว 16 ราย ส่วนใหญ่เป็นการเสียชีวิตครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อโควิด 35 ราย

เกิดจากภาวะทางสูติกรรม 2 ราย ส่วนทารกที่คลอดออกมา 16 ราย พบว่าทารกปกติดีไม่ติดเชื้อ 6 ราย ญาติรับกลับไปดูแล มีทารกติดเชื้อ 2 ราย และเสีย ชีวิต 5 คน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงหญิงตั้งครรภ์เสี ยชี วิตเหมือนกลุ่มบุคคลทั่วไปมีโรคประจำตัว คือ อ้วน อายุเกิน 35 ปี มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ติดจากบุคคลในครอบครัว

สถานที่ทำงาน และตลาด จากวิเคราะห์พบว่าเกิดจาก 3 ปัจจัย คือ จากการตั้งครรภ์เอง 9% การเข้าถึงบริการ 21% และข้อกัดภายในระบบบริการ 70%

“ดังนั้น การยกระดับป้องกันและดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์ คือ เน้นการป้องกันระดับบุคคล โดย

1.ดูแลป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ตรวจอุณหภูมิ หากสงสัยเสี่ยงติดเชื้อ ไปตรวจด้วย ATK

2.สนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ทำงานที่บ้านหาก โดยเฉพาะที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หญิงตั้งครรภ์ไตรมาส 3 หรือ 28 สัปดาห์ขึ้นไป

หญิงตั้งครรภ์ภาวะครรภ์เสี่ยงสูง ทำงานในสถานประกอบการที่เสี่ยงสูง หรืออยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด

และ 3. ควรเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะติดเชื้อโควิดมีความเสี่ยงโรครุนแรงกว่าคนทั่วไป 3 เท่า โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่อ้วน มีโรคประจำตัว

ควรฉีดวัคซีนหลัง 12 สัปดาห์ ผลข้างเคียงจากวัคซีนคล้ายกับคนไม่ตั้งครรภ์ สามารถฉีดได้ในสตรีที่ให้นมบุตร” นพ.สุวรรณชัยกล่าวและว่า

สำหรับคู่มือหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานที่บ้าน กรมอนามัยจัดทำคำแนะนำเผยที่เฟซบุ๊กเพจ กรมอนามัย จุดเน้นสำคัญคือ ป้องกันการติดเชื้อ

จากบุคคลใกล้ชิดในครอบครัวภายในบ้าน เนื่องจากการแพร่ระบาดในปัจจุบัน แพร่เข้ามายังครอบครัว พึงระลึกเสมอว่าการป้องกันที่ดีที่สุด

เสมือนนึกไว้ตลอดเวลาว่าทุกคนมีโอกาสนำโควิดมาหาเรา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากเอกสารการแถลงข่าวพบว่า 10 จังหวัดที่พบติดหญิงตั้งครรภ์เชื้อสูงสุด คือ กทม. 417 ราย , สมุทรสาคร 370 ราย

ปทุมธานี 81 ราย , ยะลา 80 ราย , สงขลา 74 ราย , สมุทรปราการ 71 ราย , นราธิวาส 71 ราย , พระนครศรีอยุธยา 68 ราย

ขอนแก่น 53 ราย และตาก 4 ราย

ขอบคุณที่มา…

ข่ า ว ส ด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *