คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบข้อเสนอ เปิด ประเทศอย่างปลอดภัย

คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบข้อเสนอ เปิด ประเทศอย่างปลอดภัย

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยภายหลังการประชุม คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 8 /2564

โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข เป็นประธานการประชุม โดยมีบทสรุปการประชุมที่สำคัญ ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อ

ที่ประชุม ศบค.ต่อไป โดยที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์การระบาด สถานการณ์โรคโควิด 19 ของไทยในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา

แนวโน้มดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อคงตัว วันนี้มีผู้ติดเชื้อใหม่ 19,014 ราย รักษาหาย 20,672 ราย เป็นผลจากมาตรการต่างๆเช่น

การล็อคดาวน์ในพื้นที่สีแดงเข้ม การตรวจค้นหาเชิงรุกด้วยชุดตรวจ ATK และนำเข้าระบบการรักษาที่บ้าน/ ชุมชน

การเร่งฉีดวัคซีนในกลุ่มเสี่ยงให้ครอบคลุม ตั้งแต่เดือนนี้มีวัคซีนเข้ามาเพิ่มทั้งไฟเซอร์ แอสตร้าเซนเนก้า และซิโนแวค

ส่งไปทั่วประเทศ ขณะนี้ ฉีดวัคซีนไปแล้ว 27 ล้านโดส ผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มคิดเป็นร้อยละ 28

ทั้งนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติ 4 เรื่องสำคัญ โดยจะนำเสนอต่อ ศบค.เพื่อสั่งการดำเนินการต่อไป ประการแรก

คือ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ การเปิดประเทศอย่างปลอดภัย ภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ smart control and living with covid

โดยเป็นการเตรียมเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่าน จากภาวะวิกฤตที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีเป้าหมายเพื่อควบคุมการระบาดของโรคให้มีผู้ป่วยไม่เกินเป้าหมาย

ที่ศักยภาพของระบบสาธารณสุขที่จะรองรับ พูดง่ายๆ คือ การต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตกับเชื้อ โควิด-19 ต่อไป จากเดิมที่มีระบาดทั่วโลก ต่อจากนี้

จะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น หลายประเทศมีมาตรการรองรับเพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตเป็นปกติที่สุด โดยมีกลยุทธที่ 1 คือ ฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุม

โดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ กลุ่มเสี่ยง รวมถึงพัฒนาการหาวัคซีนใหม่อย่างครบวงจร มาตรการที่ 2 Universal Prevention

หรือ การป้องกันโรคในทุกกรณี ในทุกโอกาส โดยมีแนวคิดทุกคนสามารถเป็นผู้ติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ต้องระวังตนเองตลอดเวลา

สอดคล้องกับมาตรการเดิม คือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ ใช้แอพพลิเคชั่นอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ประการที่ 3 คือ

การทำงานเชิงรุกด้วยทีมเคลื่อนที่เร็ว Comprehensive COVID-19 response หรือ CCRT เพื่อลงไปในพื้นที่เพื่อเยี่ยมบ้าน

ชุมชน เพื่อตรวจคัดกรองเชิงรุก ผู้สื่อข่าวถามว่า จากมาตรการต่างๆ แสดงว่าไทยพร้อมแล้วใช่หรือไม่ในการเปิดประเทศ นพ.ทวีทรัพย์ ศิรประภาศิริ

ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การเปิดประเทศและการควบคุมโรคต้องอิงสถานการณ์ ซึ่งในวันนี้จะมีมาตรการควบคุม

เพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศอย่างปลอดภัยและสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้เราได้เตรียมการและได้วางแผน

โดยทั้งหมดต้องดำเนินการภายใต้การควบคุมโรคที่เสนออย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถเปิดประเทศได้ตามแผนกำหนด

ซึ่งหากสามารถทำได้ตามมาตรการควบคุมโรคก็จะสามารถผ่อนคลายและฟื้นฟูประเทศได้ ขณะที่ นพโอภาส กล่าวว่า

ล็อกดาวน์จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ส.ค. 2564 คำถามว่าหลังล็อกดาวน์จะเป็นอย่างไร ซึ่งวันนี้ นพ.ทวีทรัพย์

ได้รายงานที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ หลังจากนี้ ตั้งแต่ ก.ย. จนถึงปลายปี และปีหน้า

หากจะเปิดให้ประชาชนคลายล็อกกิจกรรมต่างๆ ต้องมีอะไรบ้าง หลักๆ

คือ 1. ฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนตามแผน

2. ตรวจคัดกรองตามจุดเสี่ยงต่างๆอย่างเข้มงวด และใช้ชุดตรวจโควิดอย่างง่าย คือ ATK

3. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการทำมาตรการต่างๆ อย่างที่เรียกว่า Universal Prevention ต้องทำอย่างไร

ซึ่งจะมีการขยายความประเด็นนี้อีกครั้ง หลักๆก็มี D-M-H-T-T และมาตรการบับเบิลแอนด์ซีล

รวมทั้งการประเมินมาตรการสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วยว่า ต้องมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ระบบสาธารณสุขจะรองรับได้

จะต้องเป็นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต้องใช้กลยุทธ์และมาตรการหลายส่วนประกอบกัน ผู้สื่อข่าวถามแสดงว่าหลังวันที่ 31 ส.ค.

จะมีการประเมินอีกครั้งว่าจะผ่อนคลายหรือเปิดประเทศอย่างไร นพ.โอภาส กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมีการประเมินเป็นระยะ

ทั้งเรื่องสถานการณ์และมาตรการต่างๆ และทุกเรื่องต้องรายงานเสนอ ศปก.ศบค.ให้เห็นชอบต่อไป อย่างไรก็ตาม

สำหรับรายละเอียดมาตรการข้อกำหนดต่างๆ เป็นอย่างไรขอให้นำเข้าศปก.ศบค.ให้ทราบก่อน แต่จะมีแนวกำหนดไว้

ทั้งการฉีดวัคซีนปริมาณเท่าไหร่อย่างไร ขอนำเสนอศปก.ศบค.ก่อน เมื่อถามว่าการเปิดประเทศไม่ได้หมายความว่า

เปิดทั้งประเทศใช่หรือไม่ นพ.โอภาส กล่าวว่า กรณีการเปิดประเทศเป็นไปตามนโยบายเปิดประเทศ 120 วัน

ซึ่งไม่ได้หมายถึงการเปิดทั้งประเทศ แต่จะเป็นพื้นที่ ยกตัวอย่าง ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ดังนั้น เป้าหมาย 120 วัน

ทางกระทรวงสาธารณสุขยังรับนโยบายท่านนายกฯ แต่ก็ต้องพิจารณา เพราะยังมีตัวแปรที่ต้องพิจารณาอีกเยอะ เช่น

ช่วงประกาศนโยบายเปิดประเทศ 120 วันยังไม่มีเดลตามาระบาด ซึ่งหลายประเทศเมื่อเจอสายพันธุ์นี้ก็มีการติดเชื้อใหม่

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างยังต้องอยู่ในการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

ประการที่สอง เห็นชอบหลักการมาตรการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (Bubble and seal) สำหรับสถานประกอบกิจการ

ในพื้นที่ที่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ใช้แนวคิดกลุ่มคนที่แข็งแรงและอยู่เป็นกลุ่มในพื้นที่จำกัด ไม่ปะปนกับบุคคลภายนอก

ใช้การสุ่มตรวจเพื่อประเมินสถานการณ์ ถ้าพบการติดเชื้อเกิน ร้อยละ 10 แยกไปรักษาที่รพ.สนาม และเฝ้าระวังคนที่เหลือ

ให้สามารถทำงานต่อไปได้ เมื่อครบ 28 วัน ตรวจภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ตรวจพบภูมิคุ้มกันจะสามารถทำงานต่อไป กลับบ้านได้

ผลดีคือ ไม่ต้องปิดโรงงาน แรงงานได้ค่าจ้าง เศรษฐกิจไปต่อได้ โดยมีกลไกด้านการสื่อสารทำความเข้าใจ

ให้คำแนะนำและระบบพี่เลี้ยง ด้านกำกับประเมินผล ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน ได้แก่

กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีจังหวัดต้นแบบ จ.สมุทรสาคร อยุธยา พบว่า ทำให้โรงงานยังสามารถเปิดต่อไปได้

และไม่ระบาดวงกว้าง ซึ่งจะมีคู่มือการทำงาน สำหรับสถานประกอบการต่างๆ ประการที่สาม เห็นชอบร่างกฎกระทรวง

เรื่องการแจ้งกำหนดวันเวลาสถานที่ ที่พาหนะ จะเข้ามาถึงด่านควบคุมติดต่อระหว่างประเทศ และการยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงาน

ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประจำด่านโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับพาหนะที่จะเข้าสู่ประเทศไทย

ประการที่สี่ คณะกรรมการฯ มีมติให้สนับสนุนให้มีผู้แทนสมัชชาสุขภาพจังหวัด ร่วมเป็นตัวแทนในคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

เพื่อให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการควบคุมโรค

ขอบคุณที่มา…

ข่ า ว ส ด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *