หมอเตือน พุงโต รีบแก้ไขก่อนสายเกินไป เสี่ยงอายุสั้น

หมอเตือน พุงโต รีบแก้ไขก่อนสายเกินไป เสี่ยงอายุสั้น

หลายๆคนยังชะล่าใจเกี่ยวกับ สุขภาพของตัวเอง การมีชีวิตที่ห่างไกลจากโรคร้าย นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะฉะนั้นเราควรดูแลตัวเอง

และใส่ใจในเรื่องของการรักษาสุขภาพ ในเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย สมัยก่อนใครที่พุงโตถือว่าโหงวเฮ้งดี มีอำนาจวาสนา

แม้แต่พวกฝรั่งก็มีพุงหลามกันมากมาย เรียกว่า พุงเบียร์ (beer belly) เพราะกินเบียร์มาก คนไทยเราชอบทำตามฝรั่ง จึงไม่เห็นว่าพุงโตมันไม่ดีอย่างไร

แม้ว่าฝรั่งสมัยนี้จะยังมีคนพุงโตอยู่มากทั้งชายและหญิง แต่เขาก็ฉลาดขึ้น มีความรู้มากขึ้น และได้ทำการศึกษาเรื่องพุงโต หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า

อ้วนกลาง (central obesity) กันมากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานการศึกษาในวารสาร Journal of Internal Medicine ซึ่งทำการศึกษาในคน 15,000 คน

ใช้เวลาติดตาม 14 ปี พบว่า คนที่พุงหลามแม้จะมีน้ำหนักปกติ แต่ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ผู้ช ายพุงโตแม้จะมีน้ำหนักตัวตามเก ณฑ์

ก็ยังต ายเร็วกว่าคนพุงไม่โตถึง 2 เท่า ส่วนผู้หญิงที่พุงหลามแม้น้ำหนักตัวจะปกติก็ยังตายเร็วกว่าหญิงอ้วนที่พุงไม่หลาม 32%

การศึกษานี้ทำโดยหมอโรคหัวใจ ฟรานสิสโก โลเปซ-จิเมเนซ โรงพยาบาลเมโยคลินิก ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจอีกคนหนึ่งคือ เลสลี่ โจ

ที่คลีฟแลนด์คลินิก มลรัฐโอไฮโอ ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า คนเรามักจะคิดว่าถ้าเรามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติก็โอเคแล้ว

แต่ที่จริงแล้วน้ำหนักยังไม่สำคัญเท่าความฟิตของร่างกายและการพอกพูนของไขมันในที่ๆ ดี (ที่ไม่ใช่พุง) ดังนั้นพุงโตจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี

การจะวัดว่าพุงโตหรือไม่ทำได้โดย ให้วัดรอบเอวแล้วหารด้วยรอบสะโพก ถ้าผลลัพธ์เท่ากับ 0.9 หรือมากกว่าในผู้ชาย

และเท่ากับหรือมากกว่า 0.85 ในผู้หญิง ถือว่าพุงโตตามนิยามขององค์การอนามัยโลก ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไขมันมีหลายชนิดเหมือนกับที่คอเลสเตอรอล

มีหลายชนิดทั้งชนิดดีและชนิดไม่ดี เซลล์ไขมันที่พุงอาจจะแลดูเหมือนกับเซลล์ไขมันที่อื่นภายใต้กล้องจุลทรรศน์ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเซลล์ไขมันที่ทำงานรอบ

จัดกว่าไขมันที่อื่น ไขมันที่พุงจะเข้าไปพอกในตับและผลิตสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมีผลทำให้เกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจขาดเลืo ด การศึกษานี้ทำ

ให้เรารู้ถึงข้อเสียหรือข้อจำกัดของการใช้ดัชนีมวลกาย หรือ BMI (body mass index =น้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลัง 2)

ในการพยากรณ์ความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดหรือความเสี่ยงตาย เนื่องจากปกติเรานิยามความอ้วนโดยใช้ค่าดัชนีมวลกายดังนี้

• BMI 18.5 – 24.9 ถือว่า น้ำหนักปกติดี

• BMI 25 – 29.9 ถือว่าน้ำ หนักเกิน (over weight)

• BMI มากกว่า 30 ถือว่าเป็น โรคอ้วน (obese)

ถ้าเราดูเฉพาะค่านี้เพียงอย่างเดียว เราจะไม่สามารถบอกหรือประเมินความเสี่ยงได้หมด คือถ้าคนเรามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ

แต่ไขมันไปพอกอยู่ที่พุง คนๆ นั้นจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดหรือเสี่ยงตายมากกว่าคนที่ไขมันกระจายไปทั่วร่างกายอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้สันทัดกรณีกล่าวว่าไขมันที่พอกใต้สะดือลงไป เช่น ที่ก้น สะโพก ต้นขา ดูเหมือนจะมีผลดีในทางปกป้องโรคหัวใจ แต่เขายังไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น

เพราะอะไร ท่านทั้งหลายที่สนใจเรื่องสุขภาพควรให้ความสนใจเรื่องอัตราส่วน เอว-สะโพก เพิ่มขึ้นจากค่าดัชนีมวลกาย

และควรให้ความสำคัญในการออกกำลังกายสร้างมวลกล้ามเนื้อมากกว่าแค่ลดน้ำหนักอย่างเดียว การลดไขมันเฉพาะที่จะใช้วิธีออกกำลังกาย

เฉพาะที่ท้องไม่ได้ผล จำเป็นต้องลดน้ำหนักทั้งตัวโดย การลดการกิน คือลดจำนวนแคลอรี ไม่ว่าจะเป็นแคลอรีจากแป้ง น้ำตาล ไขมัน โปรตีน

แอลกอฮอล์ ฯลฯ ร่วมกับ การออกกำลังกายเป็นประจำ เมื่อทำแบบนี้แล้วไขมันที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของท้องจะลดลงพร้อมกัน

ทำให้ไขมันที่พอกพูนอยู่ในชั้นต่างๆ ของท้องลดลง ทำให้พุงยุบ เมื่อพุงยุบลง กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือ ”ซิกแพ็ค” ก็จะปรากฏออกมาให้เห็น

(โดยเฉพาะในคนที่ฟิตหน้าท้องด้วย) การไว้พุงเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่อันตราย คนมีความรู้เรื่องสุขภาพสมัยนี้ต่างก็ลดพุงกันทั้งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี แม่ทัพนายกอง ไปจนถึงอาเสี่ย ซีอีโอ ฯลฯ ถ้าท่านเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจเรื่องสุขภาพก็ควรใส่ใจเรื่องลดพุงให้ลงมาสู่ค่าปกติ

ซึ่งจะทำให้ท่านสุขภาพดีขึ้ นอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ อายุยืนอยู่รอดปลอดภัย ลดความเสี่ ยง โรคหัวใจขาดเลืน ด โรคอัม พาต

อัม พฤกษ์ และการหมดส มรรถภา พในทุกสิ่งทุกอย่าง

ขอบคุณที่มา…

น พ . น ริ ศ เ จ น วิ ริ ย ะ – ศั ล ย แ พ ท ย์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *